|

พลอยคอรันดัมเป็นแร่ที่จัดอยู่ในระบบผลึกเฮกซะโกนาล
(Hexagonal system) พบเห็นในลักษณะ
รูปหกเหลี่ยมขนาดสัดส่วนไม่สูงไม่ยาวมากนัก
อาจมีรูปร่าง
และลักษณะประจำที่แตกต่างกันออกไปตามส่วนประกอบ
และสถานที่ที่พบในแต่ละแห่ง
แซปไฟร์ของไทยที่แสดงรูปผลึก
โดยเฉพาะจากจังหวัดจันทบุรี
จะมีลักษณะคล้าย
ของทางออสเตรเลีย
หรืออาจพบในลักษณะรูปหกเหลี่ยมแบบหนา
ส่วนทับทิมที่มีหน้าผลึกครบสมบูรณ์มักไม่ค่อยปรากฎพบ
คอรันดัมมีความเข็ง
ตามสเกลความแข็งโมหส์ (Mohs' scale of hardness)
เท่ากับ 9
นับเป็นรัตนชาติที่มีความแข็งมาก
รองจากเพชรแต่สูงกว่าแร่ควอรตซ์
(Quartz) หรือ "แก้วโป่งข่าม"
แร่ที่พบตามธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นแร่ชนิดใดก็ตาม
ไม่สามารถขูดขีดพลอยคอรันดัมให้เป็นรอยได้ยกเว้นเพชร
ค่าความถ่วงจำเพาะ
3.94-4.08 หรือประมาณ 4
ปกติแซปไฟร์จะหนักกว่าทับทิม
เล็กน้อย มีความวาว (Luster)
เป็นประกายคล้ายเพชร (Adamantine luster)
ไปจนกระทั่งมีความวาวด้อยลงไปคล้ายแก้ว
(Vitreous luster) บางครั้ง
บนหน้าผลึกที่วางตัวตั้งฉากกับแกนแนวตั้ง
(แกน c)
ของผลึกจะมีความวาวคล้ายมุก (Pearly
luster)
ผลึกที่พบตามธรรมชาติบางชนิดแลดูโปร่งใส
(Transparent) บางชนิดก็แลดูโปร่งแสง
(Translucent) บางตัวอย่างก็มืดทึบ
ชนิดที่โปร่งใส ส่วนใหญ่จัดเป็นรัตนชาติ |
|
ค่าดัชนีหักเหปกติมี
2 ค่าคือ
ค่าที่เกิดขึ้นเนื่องจากรังสีธรรมดา
(Ordinary ray = W หรือ O ray)
และเนื่องจากรังสีพิเศษ (Extraordinary ray = E
ray)
โดยทั่วไปพลอยสีน้ำเงินและเขียวมีค่า
O=1.770-1.779 และ E=1.762-1.770
ส่วนชนิดที่มีสีแดงมีค่า O=1.768-1.778
และ E=1.760-1.769
การที่พลอยมีค่าดัชนีหักเห 2
ค่านี้เอง
บางครั้งจะมีผลสะท้อนถึงการเปลี่ยนสีภาพในเนื้อ
โดยทำให้เกิดสีต่างๆ ขึ้น
ในขณะที่หมุนพลอยไปในแต่ละทิศทาง
เฉพาะพลอยแซปไฟร์จะเปลี่ยนสีให้เห็น
2 สี ในทิศทางตั้งฉากกัน
เช่นมีสีน้ำเงินและเขียวอมน้ำเงิน
สีขียวเข้มกับสีเขียวอมเหลือง
เป็นต้น
คุณสมบัติของการเปลี่ยนสีนี้เรียก
ไดโครอิซึม (Dichroism)
ส่วนทับทิมจะเห็นได้ชัดในชนิดที่มีสีเข้ม
จะเห็นแดงเข้มชัดอย่างเดียว
แดงอมม่วงหรือแดงอมส้ม
ในทิศทางหนึ่งและมีสีอ่อนจางลงเมื่อมองดูในยทิศทางที่ตั้งฉากกัน
อย่างไรก็ตาม
การแสดงคุณสมบัติดังกล่าวไม่จำเป็น
ที่จะต้องพบเห็นได้เสมอไป
พลอยบางเม็ดอาจไม่แสดงก็ได้ 
พลอยในตระกูลคอรันดัมพบเกิดในหินต่างๆ
ได้มากมายหลายชนิด
โดยเฉพาะในหินอัคน
ีและหินแปรที่สำคัญๆ
คือเกิดในหินปูนที่ถูกแปรสภาพ
ในหินภูเขาไฟชนิดบะซอลต์ (Basalts)
ในสายเพกมาไทต์ (Pegmatites)
ในหินไซอีไนต์ (Syenite) หินออซิไทต์
(Ounachitite) หินเนฟิลีน ไนส์ (Nepheline gneisses)
และหินไมกาชีสต์ (Mica schist) เป็นต้น
ทั้งนี้อาจพบในลักษณะเป็นผลึกฝังอยู่ในหินต้นกำเนิดดังกล่าว
หรือต่อมาเกิดการผุพังทำลายตามธรรมชาติ
เม็ดพลอยจะหลุดออกจากต้นกำเนิดถูกพัดพาไปสะสมตัวตามลำห้วย
ลำธารต่างๆ
หรือไปสะสมตัวตามบริเวณที่เป็นแอ่ง
สามารถกักเก็บพลอยได้ดี |
|