|
เพชรมีเนื้อส่วนประกอบเป็นธาตุถ่านหรือคาร์บอน
(C) ผลึกมีแกน 3 แกนจัดอยู่ใน
ระบบไอโซเมตริก
ที่พบมากที่สุดคือ
แบบออกตะฮีดรอน (Octahedron) มี
หน้าผลึกแปดหน้า เพชรมีความแข็ง
10 แข็งกว่า แร่อื่นๆ
ทุกชนิดที่เกิด ตามธรรมชาติ
เป็นความแข็งในอันดับสูงสุด ตาม
สเกลเปรียบเทียบมาตรฐาน
ของโมหส์
เพชรมีความคงทนต่อการตัดเท่ากับ
140 เท่าของ พลอยตระกูลคอรันดัม
อย่างไรก็ตาม ความแข็งของเพชร
จะไม่เท่ากัน ในแต่ละ
หน้าผลึกของเพชรเอง
และยังแตกต่างกัน
ในแต่ละบริเวณที่พบเพชรอีกด้วย
เพชรที่พบในแหล่งหนึ่ง
อาจขูดขีด
เพชรที่พบในอีกแหล่งหนึ่งให้เป็นรอยได้
้
คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งคือเพชรมีแนวแตกเรียบ
(Cleavage) ที่สมบูรณ์สี่ทิศทาง (Octahedral cleavage)
แนวแตก
ดังกล่าวจะเป็นรอยที่เพชรแตกออกได้ง่ายที่สุด
ซึ่งจะมีส่วนช่วย ในการตัด
และเจียระไนเพชรให้มีสัดส่วน
และขนาด ตามต้องการสะดวกขึ้น
ในทางกลับกันจะต้องระมัดระวัง
เป็นพิเศษเช่นกัน
หากไม่ต้องการให้เพชรแตกตามแนวรอยแยก
ดังกล่าว
และจะก่อให้เกิดตำหนิภายในเพชรได้
เพชรมีได้หลายสี
ตั้งแต่ชนิดที่ใสบริสุทธิ์ไม่มีสี
ไปจนกระทั่งดำ ซึ่งเรียก
คาร์บอนาโด หรือ คาร์บอน (Carbonado or carbons)
อาจมีสีเหลือง น้ำตาล เขียว
น้ำเงิน แดง และชมพู
เพชรชนิดที่มีสีต่างๆ
ดังกล่าวนี้
ปกติเรียกรวมกลุ่มว่า สีแฟนซี (Fancy
colours) ชนิดที่มีสีเข้มและสวยจริงๆ
นั้นค่อนข้างหายาก

ปกติวงการเพชรพลอยถือว่าเพชรน้ำดีจริงๆ
นั้นจะใสบริสุทธิ์ ไร้สี
ไร้มลทิน ชนิดที่มีสีอมฟ้า
ดังที่เรียกกันว่า
"สีน้ำมันก๊าด"
ความจริงไม่ใช่เพชรสีฟ้า
ดังความหมาย
หากแต่เป็นเพชรไม่มีสี
ที่เห็นสีฟ้าปนเกิดขึ้น
เนื่องจาก
การเรืองแสงโดยรังสีเหนือม่วงที่มีอยู่ในแสงแดด
ถ้าเป็นเพชรที่มีสีฟ้าจริงๆ
จะจัดรวมอยู่ในกลุ่มสีแฟนซี
เพชรสีออกอมฟ้าชนิดไม่มีตำหนิ
เนื้อใสสะอาดจัดเป็นเพชรน้ำหนึ่ง
(First of purest water)
มีราคาสูงกว่าเพชรอื่นใดทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม บางตำรากล่าวว่า
เพชรชนิดที่มีสีชมพูหรือน้ำเงิน
แม้จะออกสีดังกล่าวเพียงเล็กน้อย
ก็จะมีราคาแพงกว่า
เพชรสีขาวบริสุทธิ์
แต่ถ้ามีสีออกเหลือง
ก็จะมีราคาต่ำกว่าสีขาว |
|

เพชรมีความวาวสูง
ปกติหากยังไม่มีการตัดขัดและเจียระไน
จะไม่เห็นเพชรมีความโปร่งใสมากและมีการสะท้อนแสงที่ดี
เป็นคุณสมบัติพิเศษ
อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งรัตนชาติ
โดยทั่วไปหรือแก้วที่มีความโปร่งใสสูง
จะมีการสะท้อนแสง
ไม่ดีเท่าที่ควรและน้อยกว่าเพชร
ค่าของความโปร่งใส (Degree of transparency)
เป็นคุณสมบัติที่เรียกกันว่า
"น้ำ" (Water of a diamond)
น้ำของเพชรจึงขึ้นอยู่กับความใสขุ่นของเพชร
ซึ่งเป็นตัวกำหนดอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้เพชรมีราคาแตกต่างกันได้มาก
ในวงการค้า "น้ำ" (clarity)
จะหมายรวมทั้งตำหนิที่มีอยู่ด้วย
ทั้งตำหนิที่พบเห็นภายนอก
และตำหนิภายในเนื้อเพชร
ค่าดัชนีหักเห
(Refractive index)
ของเพชรมีเพียงค่าเดียว
โดยทั่วไปมีค่าประมาณ 2.417-2.419
ซึ่งจะเป็นได้ว่าการที่เพชร
มีค่าดัชนีหักเหสูง
จึงเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้เพชรมีความวาว
มีการหักเหและสะท้อนกลับของแสงจากภายในเนื้อเพชรได้ดี
เกิด "ไฟ" (Fire) ดีมีประกายสดใส
(Brilliancy)
เพชรมีคุณสมบัติของการกระจายแสง
(Dispersion) สูงมาก
จึงเห็นเพชรมีไฟได้ง่ายชัดเจน
เพชรจะมีไฟดีที่สุดได้จะต้องได้รับการเจียระไนที่ถูกต้อง
ตามสัดส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ
และให้เข้ากับหลักการทางแสงด้วย
ความสวยงามของเพชรโดยแท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับ"ไฟ"
และ "น้ำ" เป็นส่วนใหญ่

เพชรที่มีคุณสมบัติของการนำพาความร้อนได้ดี
มีค่าของการนำพาความร้อน (Thermal
conductivity) สูงกว่ารัตนชาติชนิดอื่นๆ
จึงทำให้เพชรมีความเย็นเมื่อสัมผัส
รู้สึกอุ่นเร็วเมื่อสวมใส่
มีค่าความถ่วงจำเพาะ(น้ำหนัก) 3.47-3.55
อาจแตกต่างกันออกไปได้เล็กน้อย
ตามมลทิน (Inclusions)
ที่ปะปนอยู่ภายในเนื้อเพชรหรือตามสีนั่นเอง
|
|